Latestดราม่าออนไลน์

ลมหายใจสุดท้ายของหูพับ

เมื่อประมาณปี 2024 มีคลิปคลิปหนึ่งที่ทำให้ใครต่อใครหลายคนยิ้มได้ คลิปนั้นเป็นภาพของช้างป่าสองตัว ที่แอบเข้าไปกินอ้อยในไร่ และพยายามซ่อนตัวอยู่กลางป่าอ้อยเพื่อหลบหนีจากเจ้าหน้าที่ที่กำลังติดตาม หนึ่งในนั้นเป็นช้างตัวไม่ใหญ่นัก นอนตีแปลงอยู่กลางไร่อ้อยอย่างไร้เดียงสา ภาพนั้นน่ารักจนหลายคนเผลอยิ้มตาม โดยไม่รู้เลยว่า วันหนึ่งภาพความน่ารักนั้นจะกลายเป็นความทรงจำที่เจ็บปวด แต่วันนี้… หนึ่งในช้างสองตัวนั้น ได้จากพวกเราไปแล้ว ลมหายใจสุดท้ายของหูพับ

Illustrated aerial view of two young elephants lying together in a vast sugarcane field, drawn in muted tones to convey sadness and quiet loss. ลมหายใจสุดท้ายของหูพับ

ลมหายใจสุดท้ายของหูพับ

หูพับเป็นช้างป่าเพศผู้ อายุคาดว่าไม่เกิน 10 ปี
เดิมอาศัยอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง จังหวัดเลย
ก่อนจะค่อย ๆ เคลื่อนย้ายออกมาหากินในพื้นที่การเกษตร บริเวณอำเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น ซึ่งเป็นพื้นที่ที่พบเห็นเขาได้บ่อยครั้ง

การเคลื่อนย้ายถิ่นหากินของช้าง ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะความดื้อรั้น
แต่เกิดจากอาณาเขตของป่าที่ค่อย ๆ หดเล็กลง
เมื่อป่าติดกับชุมชน เมื่อมีมนุษย์เข้ามาอาศัย ทำการเกษตร
พืชผลที่อุดมสมบูรณ์และหากินง่าย ย่อมดึงดูดสัตว์ป่าที่กำลังหิวโหย

เราเลยได้เห็นช้างป่าเดินอยู่บนถนน
อยู่ในไร่อ้อย ไร่สับปะรด
ไม่ใช่แค่หูพับ แต่ยังมีอีกหลายชีวิต
ไม่ว่าจะเป็นพี่เดี่ยวหลับ พี่โย่ว ป๋าด้วน เป็นต้น

พื้นที่ที่เคยเป็นป่า ค่อย ๆ กลายเป็นเมือง
ในขณะที่จำนวนช้างไม่ได้ลดลง
แต่สิ่งที่ลดลง คือ “บ้านของพวกเขา”

ช้างป่าเป็นสัตว์อนุรักษ์
แต่เราเคยถามตัวเองบ้างไหมว่า
เราได้อนุรักษ์ “ป่า” ไว้ให้ช้างป่ามากพอแล้วหรือยัง

และนั่นเอง…
คือหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้เกิดการจากไปของหูพับ

ลุงเกรียงได้แจ้งผ่าน Facebook ว่าหูพับจากพวกเราไปแล้ว
เมื่อเวลาประมาณตีหนึ่งครึ่ง

ข่าวนี้เป็นการยืนยันการจากไปจริง
ไม่ใช่เพียงอาการทรุดจากการเคลื่อนย้าย

เช้าวันนี้ ฉันตื่นขึ้นมาเห็นข่าวนี้
และรู้สึกจุกอกอย่างบอกไม่ถูก
ระหว่างคำว่า “ทรุด”
จนมาถึงคำว่า “ล้ม”

มันเป็นช่วงเวลาที่ทรมานหัวใจของคนรักช้างเป็นอย่างมาก

เราไม่อาจรู้ได้เลยว่า ความผิดพลาดเกิดขึ้นตรงไหน
ในการเคลื่อนย้ายที่ตั้งใจจะพาพี่หูพับกลับคืนสู่ถิ่นฐานเดิม

จนถึงวันนี้ หลายคน
ยังคงรอคำอธิบายถึงสาเหตุที่แท้จริงของการจากไปในครั้งนี้
เพื่อเป็นการป้องกันการสูญเสีย

หลายคนอยากรู้เหตุผล
อยากหาคนผิด
อยากจับกุมผู้กระทำ

แต่สำหรับฉัน
นี่คือความสูญเสียของหนึ่งชีวิต
ชีวิตที่ไม่สามารถพูด หรือบอกเล่าอะไรกับเราได้เลย

ความขัดแย้งระหว่างช้างป่ากับคน
ในพื้นที่รอยต่อของป่ากับชุมชน
ไม่เคยมีบทสรุปที่สวยงาม

เราสูญเสียช้างป่ามาแล้วครั้งแล้วครั้งเล่า
ไม่ว่าจะจากกระสุน ลวดไฟฟ้า หรืออุบัติเหตุใด ๆ

มันไม่ใช่ความผิดของช้าง
เช่นเดียวกับที่มนุษย์ก็ต้องทำมาหากิน
เพื่อเลี้ยงตัวเองและครอบครัว

ช้างป่าไม่รู้หรอกว่า
พืชเหล่านั้นปลูกมาเพื่อขาย
เขาเห็นเพียงอาหารที่อุดมสมบูรณ์
และความหิวที่ต้องได้รับการเยียวยา

นี่คือเรื่องที่ไม่มีคำตอบง่าย ๆ
และฉันไม่อยากให้การจากไปของหูพับ
เป็นเพียงอีกหนึ่งตัวเลขในสถิติความสูญเสีย

สัตว์ป่ายังไงก็คือสัตว์ป่า
มีความระแวง มีสัญชาตญาณ
และความเสียใจในเวลานี้
กำลังทำให้เกิดความแตกแยกระหว่างคนที่รักช้าง
กับคนในชุมชน

การที่ฉันออกมาพูดถึงหูพับ
อาจทำให้บางคนมองว่าฉันแปลก
ที่มานั่งเสียใจ ร้องไห้ กับการจากไปของช้างป่าหนึ่งตัว

แต่ฉันเชื่อว่า ยังมีอีกหลายคนที่เข้าใจความรู้สึกนี้

หากเราย้อนกลับไปในอดีต
วันที่คนยังไม่มาก ป่ายังกว้างใหญ่
อุทยานแห่งชาติคือพื้นที่ที่มนุษย์แทบเข้าไม่ถึง

วันนี้ ป่ามีถนนตัดผ่าน
มีเมืองคอนกรีตขยายตัว
ช้างป่าไม่ได้มีมากขึ้น
แต่บ้านของพวกเขากลับน้อยลง

การผลักดันช้างป่ากลับสู่ป่าไม่ใช่เรื่องผิด
เจ้าหน้าที่หลายคนทำหน้าที่อย่างเต็มที่
เพื่อปกป้องไม่ให้ทั้งคนและช้างต้องบาดเจ็บ

ฉันเพียงหวังว่า
คนที่ไม่เคยเข้าใจช้างป่า
จะลองมองพวกเขาให้ต่างออกไปอีกนิด
และอยู่กับพวกเขาในฐานะ เพื่อนร่วมโลก

A muted-tone line-art illustration of an elephant seen from behind, slowly walking back into the forest along a quiet path, conveying sadness, farewell, and respect for wildlife.

วันที่เราส่งหูพับกลับบ้าน

วันที่ 4 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2569 เวลา 10.00 น.
ภายในเขตอุทยานแห่งชาติภูเวียง
มีการจัดพิธีทางศาสนาเพื่อแสดงความอาลัยและความเคารพ
ต่อชีวิตของช้างป่า “สีดอกหูพับ”

ก่อนการฝังซากภายในพื้นที่อุทยาน
พิธีในวันนั้นจัดขึ้นด้วยความตั้งใจ
ที่จะดูแลหนึ่งชีวิตให้ถึงที่สุด

เสียงสวดไม่ได้เป็นเพียงพิธีกรรม
แต่เป็นการส่งความสงบ ความอาลัย
และความเคารพต่อชีวิตของสัตว์ป่า
ผู้ซึ่งเคยมีลมหายใจอยู่บนผืนป่าเดียวกับเรา

ฉันไม่ได้หวังให้เรื่องของหูพับเปลี่ยนอะไรได้มากนัก
เพียงอยากให้เขาไม่ถูกลืม

หูพับเคยมีชีวิต เคยหายใจ
และเคยเป็นส่วนหนึ่งของผืนป่าเดียวกับเรา

หากเรื่องนี้จะหลงเหลือสิ่งใดไว้บ้าง
ฉันหวังเพียงว่า
มันจะทำให้ใครสักคนมองช้างป่า
ด้วยความเข้าใจและอ่อนโยนขึ้นอีกนิด

ขอบคุณ “หูพับ” ที่เดินทางมาสร้างรอยยิ้ม
สร้างเรื่องล่า เรื่องราวธรรมชาติ ให้กับพวกเรา

Update Note

ขณะที่ฉันกำลังเรียบเรียงเรื่องราวนี้ ได้มีการอัปเดตข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจากไปของหูพับออกมา รายงานบางส่วนระบุว่ามีการยิงยาสลบในขณะที่เขายังกินอ้อยอยู่ และอาจเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น การสำลักอาหาร รวมถึงปัจจัยอื่น ๆ ที่ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ

ฉันไม่ได้อาจรู้รายละเอียดทั้งหมด และเชื่อว่าคำอธิบายที่ชัดเจนควรมาจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่การรับรู้ข้อมูลเหล่านี้ก็ทำให้หัวใจหนักอึ้ง เพราะมันเตือนให้เห็นว่า ทุกการตัดสินใจและทุกกระบวนการ ล้วนส่งผลต่อชีวิตจริง ๆ หนึ่งชีวิต

ฉันเป็นอีกหนึ่งคนที่ไม่อยากให้การจากไปของหูพับ กลายเป็นเพียงความสูญเสียที่ผ่านไปโดยไร้ความหมาย และยังมีอีกหลายคน หลายฝ่าย ที่ยังคงเดินหน้าเรียกร้องความชัดเจน ความเป็นธรรม และบทเรียนที่จะช่วยป้องกันไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีก

ฉันไม่ได้เล่าเรื่องนี้เพื่อกล่าวโทษใคร แต่เพื่อยืนอยู่ข้างความหวังว่า การยอมรับความผิดพลาด การค้นหาความจริง และการเรียนรู้จากมัน คือวิธีหนึ่งในการให้เกียรติชีวิตของเขา และปกป้องชีวิตอื่น ๆ ในอนาคต