ครูเล่าผี มีอยู่ว่า 1
ครูเล่าผี มีอยู่ว่า 1: ห้องนั้นในรีสอร์ท (กาญจนบุรี)
เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อนานมาแล้ว
ตอนที่ฉันอายุประมาณสิบขวบกว่า ๆ
เป็นช่วงเวลาที่ความกลัวของเด็ก ยังไม่ได้มีคำอธิบายเป็นเหตุเป็นผลเหมือนผู้ใหญ่
แต่กลับ “จำแม่น” ในความรู้สึกมากเป็นพิเศษ
วันนั้นพ่อชวนฉันกับแม่ไปส่งพี่ชายและเพื่อน ๆ ที่จังหวัดกาญจนบุรี
ช่วงนั้นพี่ชายกำลังอินกับการเข้าค่าย ร.ด. ที่เขาชนไก่
พอกลับมาได้ไม่นาน ก็เริ่มจับกลุ่มกับเพื่อนที่อยาก “ไปตั้งแคมป์เองในป่า”
วางแผนกันอยู่นาน ดูจริงจังมาก
คนนั้นเอาอาหาร คนนี้เอาเต็นท์ อีกคนพกน้ำ
ใครมีเสื่อ ใครมีกระทะ หม้อ ตะหลิว ก็ช่วยกันขน
ทุกอย่างดูยิ่งใหญ่อลังการ จนฉันแอบคิดในใจว่า
ขนาดนี้ อย่างน้อยต้องไปนอนสัก 4–5 คืนแน่ ๆ
แต่ความจริงคือ…
ไปแค่ 2 วัน 1 คืน
และที่ทำให้ฉันงงยิ่งกว่าคือ
พ่อเป็นคนขับรถไปส่งเอง

เหตุผลของพ่อคือ
“ของมันเยอะ ขึ้นรถไฟไม่สะดวก”
ซึ่งก็จริง เพราะสมัยนั้นอุปกรณ์เดินป่ายังไม่ทันสมัย
ทุกอย่างชิ้นใหญ่ หนัก และกินพื้นที่
แต่คนที่เดือดร้อนที่สุดไม่ใช่พวกพี่ชาย
เป็นเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ อย่างฉัน
ที่ตั้งใจจะนอนดูการ์ตูนช่อง 9 เช้าวันเสาร์–อาทิตย์
แต่กลับต้องตื่นตั้งแต่ตี 4 เพื่อออกเดินทาง
พ่อฉันเป็นคนขับรถเก่ง และเป็นสายเลาะ สายแวะ
ขับไป เที่ยวไป แวะโน่น แวะนี่ ตลอดทาง
จนกระทั่งบ่ายสองกว่าแล้ว
เราก็ยังไม่รู้เลยว่า
พี่ชายฉันจะไปกางเต็นท์ที่ไหน !!
ฉันถามพี่ชายว่า
“สรุปจะไปนอนป่าไหน”
พี่ชายส่ายหัว
แล้วตอบสั้น ๆ ว่า
“แล้วแต่พ่อจะไปส่ง”
ตอนนั้นฉันอุทานในใจทันที
ห๊ะ…อิหยังวะ !!??
จุดหมายปลายทางยังไม่รู้
แต่ขนของกันมาซะครึ่งคันรถ

ครูเล่า ผีมีอยู่ว่า 1: ห้องนั้นในรีสอร์ท
ระหว่างทางพ่อพาแวะน้ำตกไทรโยก
เล่นน้ำจนเหนื่อย พอบ่ายแก่ ๆ ทุกคนก็เริ่มหิว
พ่อเลยเลี้ยวเข้ารีสอร์ทแห่งหนึ่ง เพราะเห็นร้านอาหารติดถนน และมีคนกินเยอะมาก
พ่อสั่งกับข้าวเต็มโต๊ะ แล้วบอกพี่ชายกับเพื่อน ๆ ว่า
“กินให้อิ่มนะ กลางคืนจะได้ไม่ต้องทำกับข้าว
ไปตั้งแคมป์ นั่งคุย กินขนม แล้วก็นอนได้เลย”
ฉันเหลือบไปมองท้ายรถอุทานในใจอีกรอบ
ไอ้อุปกรณ์ที่ขนมา…จัดมาเพื่อ???
เตาอั้งโล่
ถ่านตั้ง 4–5 ถุง
กระทะ หม้อ ตะหลิว
กองอยู่ครึ่งหลังรถกระบะ
แล้วก็เกาหัวเบา ๆ
ไม่ใช่ละมั้งพ่อ…
หลังจากกินอิ่ม
แม่ถามพ่อว่า
“แล้วจะให้พี่เขากางเต็นท์ตรงไหน”
พ่อเดินไปถามผู้ชายที่โต๊ะแคชเชียร์
ซึ่งกลายเป็นว่า…
เค้าคือ เจ้าของรีสอร์ท ปลอมตัวมานั่นเอง (ผ่ามพาม)
และเขาใจดีมาก
อนุญาตให้ไปกางเต็นท์ในบริเวณรีสอร์ทได้เลย
พนักงานพาไปแถวริมแม่น้ำ
เป็นลานกว้าง ๆ แต่รกหญ้า รกต้นไม้นิดหน่อย
มีอุปกรณ์ก่อสร้างวางอยู่ คงกำลังต่อเติมอะไรบางอย่าง
พ่อเดินสำรวจดูความปลอดภัย
แล้วพูดกับแม่ว่า
“ที่นี่สวยดีนะ
มีแพริมน้ำให้นั่งเล่น มีบ่อน้ำเล็ก ๆ ให้เด็กเล่นอีก
นอนที่นี่สักคืนไหม จะหกโมงแล้ว พ่อไม่อยากขับรถกลางคืน”
ฉันรู้ดีว่า พ่อห่วงพี่ชายมากกว่า เลยหาข้ออ้างไปเรื่อย ๆ
พ่อหันมาถามฉันว่า “นอนสักคืนไหมลูกสาว”
ใจฉันอยากกลับบ้านมาก อยากตื่นสาย ดูการ์ตูน แต่ยังไม่ทันได้ตอบ
พ่อก็เรียกพนักงานมาถามเรื่องห้องพักเรียบร้อยแล้ว
คำตอบคือ…
วันนี้ห้องเต็มทุกห้อง
ฉันดีใจ ที่จะได้กลับบ้าน แต่ ..
เจ้าของรีสอร์ทแนะนำให้ไปโรงแรมอีกแห่ง (บอกพ่อฉันทำไมก๊อน!)
ห่างออกไปประมาณ 5 กิโลเมตร พ่อเลยบอกพี่ชายว่า พรุ่งนี้จะมารับ
ฝากฝังไว้กับเจ้าของรีสอร์ท แล้วพาพวกเราขับรถออกไปหาโรงแรม
แต่ยิ่งขับ ยิ่งเงียบ ถนนมืดสนิท เหมือนขับขึ้นเขาไปเรื่อย ๆ ไม่เห็นโรงแรมสักแห่งเดียว
ฟ้าเริ่มมืดลง แม่เลยบอกว่า “ถ้าขับต่อไป เดี๋ยวมันจะมืดกว่านี้ ย้อนกลับไปรีสอร์ทเดิมดีกว่า
ถึงไม่มีห้อง อย่างน้อยจอดนอนท้ายรถได้”
เกือบสองทุ่ม เรากลับไปถึงรีสอร์ทเดิม
เจ้าของรีสอร์ทยืนเกาหัว เมื่อรู้ว่าพวกเราหาไม่เจอ
เพราะโรงแรมที่แนะนำปิดชั่วคราว เจ้าของไปคลอดลูก (พนักงานตะโกนบอก)
พ่อขอจอดรถนอน
เจ้าของรีสอร์ทอนุญาต เพราะสงสารฉันที่ยังเด็ก
จอดนอนได้เลยลุง เดี๋ยวเอายากันยุงมาให้
มีห้องน้ำอยู่ด้านนั้น อาบใช้ได้เลย ไม่ต้องเกรงใจ
เช้ามากินข้าวต้มปลาได้ เมนูเด็ดของที่นี่

ห้องนั้นในรีสอร์ท (กาญจนบุรี)
ขณะนั้นเอง
พนักงานผู้ชายคนหนึ่งเดินมาบอกว่า
“มีห้องว่างอยู่หนึ่งห้อง แต่เป็นห้องเล็ก ๆ เก่า ๆ ลูกค้ามาดูแล้วไม่ชอบใจ เลยไม่พัก”
ราคา 300 บาท
พ่อตกลงทันที ห้องนั้นอยู่ใกล้ลานจอดรถ เป็นห้องพักสองห้องติดกัน แต่อีกห้องกลายเป็นที่เก็บของไปแล้ว
ประตูห้องสีขาวโคตรเก่า
ล็อกด้วยโซ่หนาแน่น
หน้าห้องมีเศษใบไม้แห้งกองเต็ม
พนักงานกวาดให้ลวก ๆ แล้วรีบไขกุญแจ
ภายในห้อง
เตียงไม้เก่า ผ้าปูสีขาวอมเหลือง
พื้นเต็มไปด้วยฝุ่น กลิ่นอับผสมกลิ่นฝุ่นชัดเจนมาก
ห้องน้ำไฟสีส้มสลัว เปิดเหมือนไม่เปิด
โถส้วมนั่งยองโยกได้ เหมือนวางครอบไว้เฉย ๆ
พัดลมตั้งพื้น 1 ตัว
พัดลมเพดาน…ไม่มี เหลือแค่สายไฟห้อยลงมา
กระจกโต๊ะเครื่องแป้ง แตกร้าวทั้งบาน แม่เอาผ้าเช็ดตัวปิดไว้
พ่อกับแม่บอกพร้อมกันว่า “นอนได้แหละ แค่คืนเดียว ไม่เป็นไร”
คืนนั้นฉันหลับสนิทเป็นตาย ไม่ฝันและไม่รู้เรื่องใด ๆ ทั้งสิ้น

วันรุ่งขึ้น
ฉันตื่นขึ้นมาในห้องที่ว่างเปล่า ไม่มีพ่อ ไม่มีแม่
บรรยากาศในห้องตอนเช้า กลับดูน่ากลัวกว่าตอนกลางคืนเสียอีก
ฉันออกไปตามหา จนเจอพวกเขานั่งอยู่บนแพริมน้ำ
ฉันโวยวายว่า “ทำไมไม่ปลุก หนูกลัว ห้องตอนเช้ามันน่ากลัวมาก!”
พ่อแม่หัวเราะ แต่พอฉันเล่าว่า
เห็นคราบเลอะ ๆ บนกำแพง กระจกแตกร้าว
และ ได้ยินเสียงคนบ่นรอบห้อง ทั้งสองคนก็สบตากัน
เพราะเมื่อคืน พวกเขาเองก็ได้ยินเสียงเหมือนกัน
แม่ได้นอนหลับ ๆ ตื่น ๆ เพราะฉันละเมอบอกว่า “มีคนนอนเบียด”
พ่อฉัน ได้ยินเสียงแม่สวดมนต์ตลอดทั้งคืน ทั้ง ๆ ที่แม่ไม่ได้ปริปากส่งเสียงอะไร
ไม่มีใครกลับเข้าไปในห้องนั้นอีก
ตอนกินข้าวเช้า ฉันบอกพนักงานว่า “ตอนเช้า หน้าห้องหนู มีเสียงคนคุยกันดังมากเลย”
พนักงานทุกคน ส่ายหัวพร้อมกัน เจ้าของรีสอร์ทได้ยินเรื่องที่พัก ถามว่า
“ไปนอนห้องไหนครับ เมื่อคืนห้องเต็มนี่หน่า” พอรู้ว่าเป็นห้องแถวลานจอดรถ
เจ้าของรีสอร์ทไม่พอใจ พนักงานทุกคนก้มหน้าทันที และ ไม่มีใครพูดอะไรต่อ
รีบเอาข้าวต้มปลามาเสิร์ฟให้ทุกคน บอกว่า ถ้าไม่อิ่มเติมใหม่ได้เลย ไม่คิดเงิน
เจ้าของรีสอร์ทเดินมาส่ง บอกว่า ว่าง ๆ มาใหม่นะครับ
แม่พูดเบา ๆ บนรถว่า
“มาพักได้…แต่ไม่เอาห้องนี้ มันมีผีแน่นอน”

นี่แหละคือ ครูเล่าผี มีอยู่ว่า 1
เรื่องจริงที่ฉันเจอเอง ไม่ต้องมีเสียงกรี๊ด ไม่ต้องเห็นเงาดำ
แค่ “อยู่ร่วมกับบางอย่าง” โดยไม่รู้ตัวก็ทำให้คืนหนึ่ง…น่าจดจำไปทั้งชีวิต
บางสถานที่เขาไม่ได้ห้ามเราไป แต่ก็ไม่ได้อยากให้เรา “พักค้างคืน”

