ตำนานหลอน

ครูเล่าผี มีอยู่ว่า 5

ครูเล่าผี มีอยู่ว่า 5 เป็นเรื่องราวทั้งหมดเชื่อมโยงมาจาก ครูเล่าผี ตอนที่ 3
“ใครในบ้าน”

ตอนนั้นฉันเคยเล่าว่า เวลาที่อยู่บ้านคนเดียวฉันมักจะได้ยินเสียงเพลงดังมาจากชั้นสาม
จากห้องนอนของพี่ชาย ทั้งที่มั่นใจว่าไม่มีใครอยู่บนนั้นเลย

เสียงเพลงที่ดังลงมา ไม่ใช่ทำนองที่ฉันคุ้นเคย ไม่ใช่เพลงยุคเก้าศูนย์
ไม่ใช่เพลงที่เปิดตามวิทยุทั่วไปในสมัยนั้นฉันเองก็ไม่แน่ใจว่ามันคือเพลงอะไร
อาจจะเป็นเพลงสากลก็ได้

เพราะพี่ชายของฉันชอบฟังเพลงแนวหนัก ๆ พวกวงอย่าง X Japan
หรือแนว heavy metal เพลงที่เบสหนัก ๆ กลองหนัก ๆ
เสียงดนตรีกระแทกอารมณ์ชัดเจน

ตอนนั้นฉันไม่ชอบฟังเพลงสากลเลย เข้าไม่ถึงโลกของพี่ชาย
และไม่รู้จักเพลงพวกนั้นจริง ๆ

แต่มันแปลกตรงที่ แม้ฉันจะไม่รู้จักเพลง
ฉันกลับจำ “บรรยากาศ” ของเสียงนั้นได้

เหมือนมันเปิดคลออยู่ในบ้าน
ทั้งที่ไม่มีใครอยู่

ไม่ใช่แค่เสียงเพลง

แฟนของฉันเคยฝันว่า มีเด็กคนหนึ่งกระโดดลงมาทับหน้าอก จนหายใจไม่ออก ขยับตัวไม่ได้ พูดไม่ได้

คนโบราณเรียกว่า “ผีอำ” แต่ความรู้สึกในคืนนั้น
มันไม่เหมือนแค่ความฝัน

มันจุก มันเจ็บ
มันหายใจไม่ออก จนเขาต้องกระเด้งตัวลุกขึ้นมานั่งทันที

เหงื่อแตกเต็มตัว
มือเย็นเฉียบ
ความกลัวมันชัดเจนเกินกว่าจะเรียกว่า “แค่ฝัน”

คืนนั้นเขาไม่กล้านอนในห้องนอนของฉัน
ต้องลุกลงไปนอนที่โถงด้านล่างแทน

และยังมีเสียงประตูเปิด–ปิดเอง ทั้งที่ฉันมั่นใจว่า ฉันล็อกห้องเรียบร้อยแล้ว

เสียงเปิดปิดนั้น ไม่ได้เลือกเวลา แต่มันมักเกิดขึ้น ในช่วงที่ฉันไม่ได้อยู่ในห้อง

เมื่อไหร่ก็ตามที่ฉันอยู่ด้านล่าง หรือกำลังทำอะไรอยู่ในครัว ฉันจะได้ยินเสียง
ประตูห้องนอนของตัวเอง

เปิด — ดัง “แก๊ก”

แล้วปิด — “ปัง”

ช้า ๆ

เหตุการณ์เหล่านี้ ไม่ได้เกิดแค่ครั้งเดียว มันค่อย ๆ สะสม
เหมือนใครบางคนกำลังพยายามบอกอะไรบางอย่าง

An anxious woman standing in front of old townhouses at night under moonlight, mysterious Thai ghost story atmosphere

ครูเล่าผีมีอยู่ว่า 5

และวันนี้ ฉันจะเล่าต่อจากตรงนั้น ตั้งแต่เหตุการณ์หลังจากครั้งก่อน
จนถึงบทสรุปว่า แท้จริงแล้ว มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่

สำหรับฉัน
นี่คือมหากาพย์ช่วงหนึ่งของชีวิต
ที่เต็มไปด้วยเหตุการณ์ประหลาด
ซึ่งไม่สามารถอธิบายได้ด้วยเหตุผลธรรมดา

ใครที่ยังไม่ได้อ่าน
ซีรีย์ ครูเล่าผี มีอยู่ว่า 3 – ใครในบ้าน
แนะนำให้ย้อนกลับไปอ่านก่อน
เพื่อเข้าใจที่มาที่ไปของเรื่องทั้งหมด

และจากนี้ไป คือคำตอบ ของทุกเสียง ทุกความฝัน
และทุกครั้งที่ประตูเปิดเองในบ้านหลังนี้

Thai Ghost Stories #3 cover — girl watching a dark house with shadow in window

เหตุการณ์ที่สี่: ไม่ใช่แค่ความฝัน

เหตุการณ์ที่สี่ เกิดขึ้นกับฉันโดยตรง และมันเกี่ยวข้องกับคนในบ้านด้วย

คืนนั้น ฉันฝันเห็นเด็กทารกคนหนึ่ง เด็กที่ดูเหมือนจะคลานได้แล้ว
แต่ฉันไม่แน่ใจว่าอายุประมาณกี่เดือน

หน้าตาเป็นเด็กทารกปกติ ไม่ซีด ไม่ขาว ไม่ใช่ภาพน่ากลัวแบบหนังผี ไม่มีผม
รูปร่างมีเนื้อมีหนัง เหมือนเด็กจริง ๆ แต่สิ่งที่ผิดปกติคือ

เขาเกาะอยู่บนเพดานห้องนอนของฉัน

ห้องเดียวกับที่ประตูเคยเปิด–ปิดเองนั่นแหละ

คืนนั้นแฟนของฉันมาจากจังหวัดจันทบุรี และเราก็นอนห้องเดิม
ห้องที่เขาเคยโดนผีอำ

ปกติเขาจะนอนริมหน้าต่าง แต่หลังจากเหตุการณ์ครั้งก่อน
เขาไม่กล้านอนตรงนั้นอีก

ฉันเลยสลับไปนอนริมหน้าต่างแทน ให้เขานอนฝั่งใกล้ประตู

ตอนนั้นฉันท้องประมาณห้าหรือหกเดือน
และมีอาการกรดไหลย้อนหนักมาก

ฉันนอนราบไม่ได้ ต้องนั่งพิงหัวเตียง เหมือนคนนั่งหลับทั้งคืน

แสงไฟในห้องมืดสนิท ไม่มีแสงใด ๆ รอดเข้ามาเลย

ความมืดแบบที่มองไม่เห็นแม้แต่เงาของตัวเอง

ในความฝัน
เด็กคนนั้นเกาะอยู่บนเพดาน เขาไม่ได้เรียกฉันว่า “แม่”

แต่ส่งเสียงคล้ายเรียก
“เฮ้ย… เฮ้ย…”

พอฉันเงยหน้ามอง เขาก็ค่อย ๆ กระโจนลงมา ไม่ใช่กระโจนแรง แต่ด้วยความตกใจ

ในฝัน
ฉันยกขาขึ้น แล้วถีบใส่เด็กทารกคนนั้นเต็มแรง ร่างเล็ก ๆ กระเด็นออกไปทางหน้าต่าง

แล้วหายวับไป ทันทีที่ฉันถีบ ฉันผวาลุกขึ้นจริง ๆ

ลุกขึ้นแบบยกตัวเฮือก หายใจไม่ออก หัวใจเต้นแรง เหงื่อออกเต็มตัว และรู้สึกหน่วงที่ท้อง

เพราะขาของฉัน มันกระตุกออกไปจริง ๆ มันไม่ใช่แค่การถีบในความฝัน “ฉันถีบออกไปจริง ๆ”

แฟนของฉันตกใจมาก เขาถามทันทีว่าเป็นอะไร

ฉันเล่าให้เขาฟังว่า ฉันฝันเห็นเด็กทารกจะกระโดดลงมาหา
แต่ฉันถีบเขาออกไป กระเด็นออกนอกหน้าต่าง

หรืออาจจะหายวับไปเฉย ๆ

A woman suddenly pulled by something unseen while lying in bed at night, her partner confused under moonlight in a quiet bedroom horror atmosphere

แฟนถามว่า
จะลงไปนอนข้างล่างไหม กลัวหรือเปล่า ฉันมองนาฬิกา
ประมาณตีสามกว่า ๆ

ฉันบอกเขาว่า ไม่เป็นไร อีกไม่นานก็เช้าแล้ว

นอนนี่แหละ

ฉันพยายามบอกตัวเองว่า มันคงเป็นแค่ความฝัน แต่สำหรับแฟนฉัน
ฉันไม่แน่ใจว่าเขาคิดเหมือนกันหรือเปล่า

ในช่วงที่ฉันเคลิ้ม ๆ จะหลับต่อ ฉันรู้สึกว่าเขากระสับกระส่าย
เหมือนนอนไม่หลับ

ประมาณตีห้ากว่า ๆ ฉันรู้สึกว่าเขาลุกขึ้นมานั่งเล่นโทรศัพท์

เสียงเบา ๆ เงียบ ๆ เหมือนไม่อยากรบกวนฉัน

พอฉันตื่นประมาณเจ็ดโมงเช้า เขาไม่อยู่ในห้องแล้ว

ลงไปนั่งกินกาแฟกับแม่ของฉันอยู่ข้างล่าง

สีหน้าเขาดูปกติ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย

และเขาก็ไม่ได้เล่าเรื่องความฝันของฉันให้แม่ฟังด้วย

เหมือนทุกอย่าง เป็นเพียงคืนธรรมดาคืนหนึ่ง

ฉันเองก็พยายามทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

แต่ลึก ๆ แล้ว ฉันรู้ว่า มันเริ่มมีอะไรแปลก ๆ แล้วแน่ ๆ

เช้าเงียบในบ้านเล็ก ผู้ชายถือแก้วกาแฟมองไปยังบันได ขณะที่หญิงชรานั่งหันหลัง และมีใครบางคนกำลังเดินลงมา

ใครอยู่ข้างบน?

เหตุการณ์ที่ห้ามันเกิดขึ้นหลังจากที่ฉันคลอดลูก หลังจากนั้นประมาณ 10 วัน พี่สะใภ้ของฉันก็คลอดหลานออกมา เด็กสองคนเนี่ยเหมือนเป็นเด็กแฝด มักจะมีอาการประหลาดแบบเชื่อมโยงหากัน บางทีคนนี้ไม่สบาย อีกสักพักนึงคนนี้ก็จะป่วยตาม หรือบางทีก็ร้องขึ้นมาพร้อม ๆ กัน มันไม่ได้เกิดแค่ครั้งสองครั้ง แต่มันเกิดแทบทุกสัปดาห์

แต่ฉันก็คิดว่า เพราะอยู่ข้าง ๆ กันแหละ ป่วยก็ติดกัน มีคนหนึ่งร้อง อีกคนก็ร้องด้วย เพราะตกใจ อะไรแบบนั้นแหละมั้ง

พอเจ้าเด็กสองคนน่าจะอายุได้ประมาณสองสามเดือน เริ่มส่งเสียงอ้อแอ้ได้ ยิ้มได้ หัวเราะได้ ก็เริ่มมีพัฒนาการอย่างนึงที่มันจะเกิดขึ้นพร้อมกันอย่างน่าประหลาดใจ จนบางทีเรารู้สึกแบบ เฮ้ย มันใช่เหรอวะ

ก็คือบางทีเค้าหันมามอง ยิ้มแล้วก็หัวเราะพร้อมกัน เหมือนเค้ากำลังคุยกัน ทั้ง ๆ ที่เป็นเด็กทารกอายุประมาณสามสี่เดือน สายตาไม่ได้มองกันตรง ๆ เหมือนเด็กเล่นกัน แต่เหมือนมองทะลุผ่านกันไปที่จุดเดียวกัน

เราจะอธิบายสภาพห้องที่ให้เด็กสองคนนี้อยู่นะ ห้องโถงตรงกลางที่เมื่อก่อนเคยเป็นที่ดูทีวี เราขยับโซฟาเข้าไปใกล้โทรทัศน์ขึ้นอีกหน่อย แล้วพ่อก็เอาเตียงพับได้สองเตียงมาวางชิดกำแพงซ้ายมือกับขวามือ

อย่าลืมว่าบ้านของเราเป็นอาคารพาณิชย์ ซึ่งมันมีความยาวของตัวตึก ตัวบันไดอยู่ถัดจากห้องโถงขึ้นไปด้านบน และเป็นในส่วนด้านหลังบ้าน

ตรงกลางระหว่างเตียง 2 เตียง ก็เป็นพื้นที่ให้เด็ก ๆ นอน

เหตุการณ์ประหลาดเริ่มเกิดขึ้นบ่อย บางทีเค้าหัวเราะพร้อมกัน หรือยิ้มพร้อมกัน ส่งเสียงอ้อแอ้เหมือนกำลังเล่นอยู่กับใครบางคนที่เรามองไม่เห็น

มันมีหลายครั้งที่พวกเขาสองคนมองตามอะไรบางอย่างไปที่บันได สายตาจ้องขึ้นไปช้า ๆ ทีละขั้น

จากขั้นที่หนึ่ง… ขั้นที่สอง… ขั้นที่สาม ไปเรื่อย ๆ

ห้องนอนมืดขนาดใหญ่มีเตียงเหล็กสองฝั่ง คนสองคนนอนใต้ผ้ามุ้งตรงกลางห้อง แสงสลัวส่องจากประตูด้านหลัง บรรยากาศหลอนและเงียบสงัด

เหมือนมีบางสิ่งกำลังเดินขึ้นไป และพวกเขาก็มองตามจนสุดสายตา จนเงยหน้าตามไม่ได้แล้ว ถึงได้ก้มหน้าลงกลับมาเป็นเด็กทารกปกติ ดิ้นกระแด่ว ๆ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

บางครั้งเค้าก็นอนยิ้มค้างอยู่แบบนั้น 10–20 วินาที เหมือนกำลังหัวเราะให้ใครที่โผล่หน้าจากบันได

แล้วทุกครั้ง หลังจากที่พวกเค้ามองจนลับสายตา

จะมีเสียงประตูเปิด…

แล้วก็เสียงปิด “ปัง”

เสียงนั้นดังมาจากห้องของฉันแน่นอน เพราะเป็นห้องเดียวในบ้านที่ประตูเปิด–ปิดเองบ่อยครั้ง

วันนั้นพี่ชายฉันอยู่บ้านด้วย เขาได้ยินชัดมาก

พี่สะใภ้พูดขึ้นมาว่า
“ใครขึ้นไปในห้องอ่ะ ใครเข้าไปในห้องน้อง”

แม่ตอบว่า
“ไม่มีใครเดินขึ้นไปหรอก เสียงลมละมั้ง คงปิดประตูไม่สนิท”

พี่ชายเงียบไปพักหนึ่ง แล้วพูดขึ้นมาว่า

“หรือมันจะเป็นอะไรบางอย่าง… ที่มันมากับที่นอนวะ”

ทั้งห้องเงียบลงทันที ไม่มีใครหัวเราะ ไม่มีใครแย้ง

ทีนี้ทุกคนก็รุมถามพี่ชายว่า ที่นอนอะไร มันมีอะไร

และนั่นแหละ… เราก็ได้บทสรุปของเรื่องนี้

ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องที่ใครในบ้านอยากจะได้ยินเลย  อยากจะรับรู้เลย

สิ่งที่พี่ชายเล่าว่า เหตุการณ์พวกนี้น่าจะมาจากที่นอนเล็ก ๆ อันหนึ่ง เป็นที่นอนปิกนิกแบบพับได้ นอนคนเดียว พับแล้วจะเป็นสี่พับ

ชายเอเชียวัยกลางคนทำหน้าตกใจ ตาเบิกกว้าง ปากอ้า ชี้นิ้วไปที่กองที่นอนลายตารางสีชมพูในห้องเก็บของแสงสลัว บรรยากาศหม่น ๆ หลอน ๆ มีชั้นวางของด้านซ้ายและไฟนีออนด้านบน

บทสรุปของใครในบ้าน

พี่ชายบอกว่า ที่นอนอันนี้ได้รับมาจากพ่อแม่คู่หนึ่ง ที่สูญเสียลูกสาวไป

อย่างที่บอก พี่ชายไปบวชเป็นพระที่สระบุรีอยู่นาน วัดค่อนข้างกันดาร

ตอนนั้นศพยังตั้งสวดอยู่ในวัดเดียวกันนั้น

พ่อแม่คู่นั้นเอาที่นอนที่ลูกสาวเคยนอนก่อนเสียชีวิตมาถวาย เพราะสภาพยังใหม่ เหมือนเพิ่งซื้อมาให้ลูกตอนกำลังป่วย

เด็กที่เสียชีวิตน่าจะอายุไม่เกิน 10 ปี เป็นเด็กผู้หญิง

เขาบอกว่าลูกสาวเขานอนที่นอนผืน

แล้วหลับไป

พอได้ยินแบบนั้น เราก็คิดไปถึงห้องของเรา

ห้องข้างบนมันมีตุ๊กตาเต็มไปหมด เพราะเราเป็นคนชอบสะสมตุ๊กตา

แต่จะไม่มีตุ๊กตาคนเลย

มีแค่ตุ๊กตาเบบี้สองตัว ที่สามารถลืมตาได้

ซึ่งสองตัวนี้ เรายัดไว้ในตู้เสื้อผ้า ไม่เคยเอาออกมาเล่นเลย เพราะเราไม่ค่อยชอบ

บางทีเราก็รู้สึกว่มันจ้องเราเกินไป ชวนให้ขนลุก

เราเอามันไปตั้งไว้ในตู้ แล้วก็เอาเสื้อผ้าวางทับไว้

แต่มีตัวหนึ่ง… ที่มีกลิ่นหอมตลอดเวลา

ทั้งที่เราไม่เคยฉีดน้ำหอม ไม่เคยเอาออกมา

กลิ่นมันไม่ใช่กลิ่นผงซักฟอก ไม่ใช่กลิ่นตู้ไม้ แต่มันเหมือนกลิ่นแป้งเด็กอ่อน ๆ

กลิ่นแบบเดียวกับที่ใช้กับเด็กเล็ก

ไม่ว่าจะผ่านไปกี่วัน ถ้าเราเปิดตู้ไปหยิบมันออกมา กลิ่นนั้นก็ยังติดอยู่ที่ผม ที่ผิวของตุ๊กตา

ตรงนี้เราก็เริ่มคิด

หรือว่าวิญญาณที่มากับที่นอน… ขึ้นไปเล่นตุ๊กตาในห้องเรา

เพราะห้องอื่นเขาไม่เคยไป

นอกจากห้องเรา กับห้องพี่ชาย

เสียงประตูห้องเรานี่แหละ ที่เปิด–ปิดบ่อยที่สุด

แทบทุกวัน

จนบางทีเราไม่ปิดประตูเลย เปิดทิ้งไว้ แล้วเอาเก้าอี้ไปกั้นไว้

ทางเดินแคบผนังสีหม่นนำไปสู่ห้องที่เปิดไฟสลัว ภายในมีเตียงที่วางตุ๊กตาหลายตัวเรียงแน่นเต็มเตียง และมีเก้าอี้ไม้ตัวเดียวตั้งอยู่หน้าประตู บรรยากาศเงียบ วังเวง และชวนรู้สึกไม่สบายใจ - ครูเล่าผี มีอยู่ว่า 5

เพราะอย่างน้อย ถ้ามันเปิดอยู่แล้ว เราจะได้ไม่ต้องได้ยินเสียง “ปัง” นั้นอีก

มันไม่ได้น่ากลัวจนอยู่ไม่ได้ แต่มันทำให้ใจสะดุ้งตกใจทุกครั้ง

ตอนแรก ๆ ก่อนเรามีลูก ห้องข้างบนยังมีคนอยู่

แต่หลังผ่าคลอด เรานอนข้างล่างตลอด เพราะแผลยังเจ็บ

ห้องข้างบนเลยว่าง

เราก็คิดเองว่า

หรือเขาขึ้นไปเล่นตุ๊กตา… เพราะไม่มีใครอยู่แล้ว

ส่วนพี่ชายก็ค่อย ๆ เรียบเรียงเรื่องที่นอนผืนนั้นให้ฟัง

มันเป็นที่นอนปิกนิกธรรมดา คล้ายฟูกบาง ๆ เอาไว้ปูนอนเล่น

และพี่ชายก็มักจะเอามาปูนอนเฝ้าลูกหลานบ่อย ๆ

โดยไม่รู้เลยว่า บางที… อาจจะมีใครอีกคนมานอนด้วย

พระภิกษุศีรษะโกน นั่งสมาธิขัดสมาธิอยู่ในกุฏิไม้แสงสลัว ข้างหลังมีที่นอนกว้างประมาณ 3 ฟุตสีชมพู พร้อมหมอนและผ้าห่มของพระพับวางเรียบร้อย หน้าต่างไม้ 3 บานเปิดออก มองเห็นต้นไม้และภูเขาด้านนอก บรรยากาศเงียบ สงบ และเรียบง่าย - ครูเล่าผี มีอยู่ว่า 5

ที่นอนผืนนี้ ได้มาจากญาติโยมที่นำมาบริจาคให้วัด เหมือนตั้งใจเอามาทำบุญหลังจากลูกสาวของเขาเสียชีวิต เด็กผู้หญิงอายุไม่น่าเกินสิบขวบ

พี่ทรายรับที่นอนผืนนั้นไว้ ใช้เก็บในกุฏิสำหรับนอนพักผ่อนตามปกติ ทุกอย่างดำเนินไปเหมือนของใช้ธรรมดาชิ้นหนึ่ง ทั้งที่เด็กคนนั้นผ่านพิธีครบถ้วนแล้ว ทั้งสวดอภิธรรม ฌาปนกิจ และลอยอังคาร

ตอนนั้นพี่ชายฉันคิดว่าไม่มีอะไรต้องกังวล จึงขอเอาที่นอนกลับบ้าน เพราะมันยังใหม่ ใช้ปูนั่งปูนอนก็ได้ เวลาใช้เสร็จเขาจะพับเป็นชั้น ๆ แล้ววางไว้ในซอกข้างตู้เก็บของ ซึ่งตู้ใบนั้นอยู่ตรงเหนือหัวเตียงฉันพอดี

ฉันถามพี่ชายว่า
“ในเมื่อสวดแล้ว เผาแล้ว ลอยอังคารแล้ว ทำไมน้องยังอยู่ที่ที่นอนล่ะ?”

พี่ชายตอบว่า
“ตอนน้องเสีย เขาหลับไปบนที่นอนผืนนี้… แล้วไม่ได้ตื่นขึ้นมาอีก ดวงจิตเขาอาจผูกพันอยู่กับที่นอนก็ได้ มันเป็นที่สุดท้ายที่เขาอยู่”

ฉันก็คิดตามว่า พ่อแม่เขาอาจไม่ได้ทำพิธีอะไรกับที่นอนโดยตรง เพียงเอามาบริจาควัด หวังให้น้องได้บุญ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ…เหมือนน้องไม่ได้ไปไหน

และตามที่นอนกลับมาบ้านเรา เพราะพี่ชายเป็นคนอุ้มมันเข้ามาเอง

หลังจากนั้นเหตุการณ์แปลก ๆ ก็เริ่มขึ้น เสียงประตูเปิดปิดดังบ่อยครั้ง จนทุกคนในบ้านได้ยินกันหมด ส่วนเสียงเพลงที่เปิดเองปิดเอง ฉันเป็นคนเดียวที่ได้ยิน

ฉันเล่าเรื่องความฝันให้ทุกคนฟัง แฟนฉันฝันเห็นเด็กตัวเล็กประมาณสามสี่ขวบ กระโดดลงมาทับหน้าอกเขา ส่วนฉันฝันเห็นเป็นทารก

ฉันเริ่มสงสัยว่า หรือมันอาจไม่ใช่วิญญาณดวงเดียวกัน

พ่อพูดขึ้นว่า
“บ้านเรามีเจ้าที่เจ้าทาง มีพระอยู่เต็มบ้าน ไม่เคยมีเหตุการณ์แบบนี้เลยนะ”

พอมาคิดดี ๆ ทุกอย่างมันเริ่มหลังจากที่นอนผืนนั้นเข้ามา

แม่กลับมองอีกแบบหนึ่ง แม่พูดกับฉันว่า
“ที่หนูฝันเห็นเป็นเด็กทารก…หรือเขาอยากมาเกิดกับหนู”

แม่เชื่อว่า ดวงจิตอาจกำลังหาที่เกิดใหม่ แต่ตอนในฝัน ฉันถีบเขาเต็มแรง จนร่างนั้นกระเด็นออกนอกหน้าต่างไป

ฉันจำได้ชัดมาก มันแรงจริง ๆ

แม่บอกว่า
“อาจยังไม่ถึงเวลาเกิดของเขา หรือเขายังมีกรรมต้องชดใช้ เลยมาเกิดกับหนูไม่ได้ ดวงวิญญาณเขามีบุญ จะเปลี่ยนรูปร่างให้เราเห็นเป็นอะไรก็ได้”

หญิงสูงวัยชาวเอเชียนั่งพนมมือถือธูป 1 ดอก หลับตาอย่างสงบ อยู่ข้างที่นอนสีชมพูในห้องไม้แสงสลัว บนเตียงมีหมอนวางเรียบร้อย ไม่มีผ้าห่มของพระ บรรยากาศเงียบสงบและอบอุ่น ครูเล่าผี มีอยู่ว่า 5

เรื่องนี้ไปถึงหูป้า ป้าฉันเป็นคนเชื่อเรื่องผีร้อยเปอร์เซ็นต์ และที่บ้านป้าบูชากุมารทองหลายองค์ มีทั้งผู้หญิงและผู้ชาย จัดเป็นห้องเฉพาะไว้เลย

ป้าพูดว่า
“เอามาไว้บ้านป้า เดี๋ยวป้าดูแลเอง”

ป้าจุดธูปหนึ่งดอก ยืนคุยกับที่นอนเหมือนคุยกับคน จากนั้นก็อุ้มมันขึ้นรถ ขับกลับบ้านไป ตั้งไว้ในห้องที่มีกุมารอยู่

ไม่นานก็เกิดเหตุการณ์ที่บ้านป้า

พี่เปรี้ยว ลูกสะใภ้ป้า พูดไว้ก่อนหน้านั้นว่า
“ไม่มีหรอก ผีอะไรจะตามที่นอนได้ พระก็สวดแล้ว พ่อแม่ก็ส่งไปแล้ว อาจเป็นผีบ้านเรามากกว่า”

แต่วันหนึ่ง ขณะเธอเข้าห้องน้ำ ไฟก็ดับลงทันที

ไม่ใช่ไฟตก แต่เหมือนมีคนตบสวิตช์ เสียงดัง “เปี๊ยะ” เหมือนคนโกรธจัด

เธอตะโกนถาม นึกว่าลูกหรือสามีแกล้ง แต่ไม่มีใครอยู่ตรงนั้นเลย

สิ่งที่ทำให้เธอเริ่มไม่กล้าปฏิเสธ คือคำพูดของลูกสาวเธอ เด็กอายุไม่เกินสิบขวบ

ลูกบอกว่า
“เห็นเด็กผู้หญิงใส่กระโปรงบาน วิ่งมาตบสวิตช์ไฟ แล้ววิ่งเข้าห้องกุมาร”

ห้องนั้น…คือห้องเดียวกับที่ตั้งที่นอนไว้

ป้าหันมาพูดว่า
“เห็นไหม เรื่องแบบนี้มันมีจริง”

เรื่องทุกอย่างดูเหมือนจะจบลงตรงนั้น เพราะเรารีบยกที่นอนให้ป้าไป เหมือนปัดภาระออกจากบ้าน

ลูกสาวฉันอยู่ดี ๆ ก็หัวเราะ บางทีหลานอยู่ดี ๆ ก็ร้องไห้โดยไม่มีเหตุผล ทุกคนเริ่มจิตตก วิตกกังวล เลยคิดแค่ว่าเอาออกไปให้พ้นบ้านก่อนดีที่สุด

แต่พอเล่าเรื่องทั้งหมดนี้ให้คุณฟังอยู่ตอนนี้เอง จู่ ๆ ฉันก็นึกขึ้นได้ว่า

ทำไมตอนนั้นเราไม่โทรหาพ่อแม่ของเด็ก

ไม่บอกเขาว่า
“ลูกสาวคุณ เหมือนยังอยู่ที่ที่นอนนะ”

ทำไมเราไม่ส่งมันกลับไป ให้ครอบครัวเขาเป็นคนจัดการ ให้เรื่องมันจบตรงที่มันควรจะจบ

ฉันเพิ่งคิดได้…ก็ตรงนี้แหละ
ตอนที่กำลังเล่าให้คุณฟังอยู่นี่เอง

ตอนนั้นคิดแค่ว่าเอาออกไปจากบ้านเราก่อน

แต่ตอนนี้…มันกลายเป็นความรู้สึกติดค้างในใจ

เหมือนเรื่องมันจบแล้ว
แต่บางอย่างยังไม่เคยถูกสะสาง

ภาพถ่ายแนวนอนมุมสูงของผู้ชายและผู้หญิงยืนอยู่ท้ายรถกระบะในช่วงเย็น ทั้งคู่ยิ้มเล็กน้อยคล้ายกำลังบอกลา ภายในกระบะมีที่นอนสีชมพูพับสี่ทบวางเรียบร้อย ฉากหลังเป็นอาคารพาณิชย์และถนนในแสงอาทิตย์ยามเย็นโทนอุ่น

ครูเล่าผี มีอยู่ว่า 5: สุดท้าย

ฉันเคยถามป้าว่า

“ป้า…เคยเห็นเด็กผู้หญิงกระโปรงบานอีกไหม”

ป้าส่ายหน้าเบา ๆ แล้วตอบสั้น ๆ ว่า
“ไม่เห็นนานแล้ว สงสัยป่านนี้ไปเกิดแล้วแหละ”

น้ำเสียงป้าเรียบมาก เหมือนเล่าเรื่องธรรมดาเรื่องหนึ่ง

แต่ฉันไม่รู้เหมือนกันว่า ที่ไม่เห็นแล้ว…
เพราะเขาไปเกิดจริง ๆ

หรือเพราะเขาเลือกจะไม่ให้เราเห็นอีก

ขอบคุณที่อ่าน ครูเล่าผี มีอยู่ว่า 5 เรื่องนี้อาจจบแล้วสำหรับบางคน

แต่สำหรับฉัน มันเพิ่งถูกเล่าออกมาในวันนี้เอง