อ้วนแต่พยายาม 2
กลับมาเล่าซีรีย์ยาว ในชีวิตตัวเองต่อ อ้วนแต่พยายาม 2 เอาจริง ๆ หลังจากตอนที่ 1 ฉันก็หยุดวิ่งไปเลย เหตุผลคือ “งานเยอะมาก” — แต่ถ้าพูดกันตรง ๆ มันก็เป็นข้ออ้างของตัวเองนั่นแหละ ความขี้เกียจล้วน ๆ
ผลลัพธ์คือ น้ำหนักค่อย ๆ ขยับขึ้นมาอีก 2–3 กิโลกรัม และที่ทนไม่ได้ที่สุดไม่ใช่ตัวเลขบนเครื่องชั่ง แต่คือไขมันที่ย้วย พุงที่ป่องจนเหมือนคนท้อง 7–8 เดือน
จนถึงจุดหนึ่ง ฉันก็คิดได้ว่า ต้องเริ่มใหม่ อย่างน้อยที่สุด — ต้องเว้นระยะห่างจากของหวานก่อน ฉันจึงตัดสินใจเพิ่มความพยายามอีกครั้ง และนี่คือที่มาของการกลับมาเขียน อ้วนแต่พยายาม 2

อ้วนแต่พยายาม 2
ความพยายามอยู่ตรงไหน ความเปลี่ยนแปลงก็อยู่ตรงนั้น สักวันหนึ่งมันต้องสำเร็จได้ หากเราไม่ท้อแท้
ฉันบอกตัวเองดัง ๆ ว่า “เราต้องสู้อีกครั้ง กอบกู้เอกราช เอาชนะไขมันให้ได้”
วันนี้คือวันจันทร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ ฉันเริ่มต้นด้วยการคุมอาหารแบบไม่หักโหม
มื้อเช้า
-
น้ำเปล่า
-
กาแฟดำ
ถามว่ากินแค่นี้พอไหม?
เอาจริง ๆ นี่เป็นนิสัยส่วนตัว — ฉันไม่ค่อยชอบกินอาหารเช้าอยู่แล้ว
มีงานวิจัยหลายชิ้นพูดถึงเรื่องอาหารเช้าแตกต่างกันไป บางคนบอกว่าควรกิน บางคนบอกว่าการงดอาหารเช้าก็ไม่ได้แย่เสมอไป
สำหรับฉัน เรื่องแบบนี้ต้องทดลองและพิสูจน์ด้วยตัวเอง ดูว่าร่างกายตอบสนองอย่างไร และอะไรเหมาะกับเรามากที่สุด

มื้อกลางวัน
-
ข้าวกะเพราไก่ทอด
-
กล้วยหอม 1 ลูก
-
โยเกิร์ตรสบลูเบอร์รี่ 1 ถ้วย
-
ชาเขียวไม่ใส่น้ำตาล 1 ขวด
ฉันกินมื้อกลางวันช่วงประมาณ 10.30–11.00 น. อาหารส่วนใหญ่หาซื้อได้จากโรงอาหารของโรงเรียน จึงเลือกแบบที่ประหยัด เข้าถึงง่าย และกินแล้วอิ่ม
กล้วยกับโยเกิร์ตนั้น จริง ๆ สั่งมาเพราะอยากกินของหวาน และยังรู้สึกว่าอิ่มไม่พอเพราะกว่าจะถึงมื้อเย็น ก็มักจะเกือบหนึ่งทุ่มครึ่ง
ฉันจึงเน้นกินให้ปริมาณมากหน่อย เพื่อให้อิ่มยาวไปจนถึงตอนเย็น หลังจากกินมื้อกลางวันเสร็จ ก็มีอาการง่วงเล็กน้อย
แต่วันจันทร์ฉันมีสอนช่วงบ่ายโมง รวมถึงงานอื่น ๆ ที่ต้องจัดการ จึงไม่ได้ปล่อยตัวให้ง่วงเท่าไรนัก อย่างไรก็ตาม การกินแบบนี้ทำให้อิ่มนานขึ้นกว่าก่อน
เมื่อก่อน ถ้ากินแค่ข้าว ประมาณ 16.00–17.00 น. ก็จะเริ่มหิวแล้ว แต่พอเพิ่มกล้วยและโยเกิร์ตเข้าไป
ความอิ่มอยู่ได้นานขึ้น และอาการโหยของหวานก็ลดลงเล็กน้อย
ฉันตั้งใจว่า ต่อจากนี้จะเพิ่มกล้วยหอม 1 ลูก โยเกิร์ต 1 ถ้วย และชาเขียวหรือชาชง 1 ขวด เป็นส่วนหนึ่งของมื้อกลางวันทุกวัน
เพื่อทดลองดูว่า รูปแบบนี้จะช่วยให้อิ่มอยู่ได้จนถึงหนึ่งทุ่ม โดยไม่โหยของหวานมากนักหรือไม่ ระหว่างวัน
ฉันพยายามกดความอยากขนมไว้
มีเพื่อนส่งมะขามคลุกน้ำตาลมาให้ แต่ก็ต้องหักใจไม่กิน ถึงมะขามจะเปรี้ยว แต่น้ำตาลที่คลุกอยู่นั้น เป็นเม็ด ๆ ชัดเจนเลยทีเดียว ฉันได้แต่บอกตัวเองว่า อดทนไว้ก่อน เดี๋ยวมื้อเย็นก็จะได้กินเต้าฮวยแล้ว

มื้อเย็น
-
มะเขือเทศ 1 กล่อง (จากร้านสะดวกซื้อ)
-
ข้าว 1 จาน (พออิ่ม)
-
หมูผัดพริกหนุ่ม (เน้นกินกับข้าว)
-
เต้าฮวยใส่น้ำตาลหญ้าหวาน
-
งดขนมปังและของหวานอื่น ๆ
เอาจริง ๆ แล้ว เมื่อได้กินเต้าฮวยที่มีความหวานจากน้ำตาลหญ้าหวาน ความอยากขนมก็ลดลงได้มากทีเดียวฉันนั่งเขียนบันทึกเรื่องการกินของวันนี้
เพื่อแบ่งปันให้เพื่อนได้อ่าน โดยไม่ได้หงุดหงิดกับความอยากของหวานเท่าไรนัก วันนี้ถือเป็นวันแรก
ที่ฉันเริ่มลดขนมปังและของกินจุกจิกต่าง ๆ
รวมถึงไม่กินมะขามคลุกน้ำตาลที่เพื่อนส่งมาให้ มันทำให้รู้สึกดีอยู่เหมือนกัน แม้จะเป็นเพียงก้าวเล็ก ๆ แต่ก็ยังต้องทำต่อไป ให้กลายเป็นความเคยชิน เพื่อค่อย ๆ ลดความอยากของหวานลง
ทั้งหมดนี้ ก็เพื่อสุขภาพของตัวเราเอง สิ่งที่น่าสนใจคือ เสียงในหัวที่พูดซ้ำ ๆ“อยากกินขนม… อยากกินขนม…” ฉันพยายามหลอกสมองตัวเอง
ด้วยผลไม้หวานเล็กน้อย หรือ น้ำเต้าฮวยน้ำขิง ที่ไม่ใส่น้ำตาลทราย แต่ใช้หญ้าหวานแทน มันช่วยบรรเทาอาการลงแดงจากน้ำตาลได้ระดับหนึ่ง
พูดง่าย ๆ ตอนนี้ฉันคือผู้ป่วยติดหวาน หรือภาวะที่เรียกเล่น ๆ ว่า Sugar Blues อาการคือ หงุดหงิดง่าย อารมณ์แกว่ง ขาดสมาธิ และอยากของหวานหลังอาหารทุกมื้อ
แม้จะพูดแบบขำ ๆ เปรียบเหมือนอารมณ์ขึ้นลงสุดโต่ง แต่ถ้าปล่อยไว้ ผลเสียก็ชัดเจน น้ำหนักเพิ่ม เสี่ยงเบาหวาน และโรคแทรกซ้อนอื่น ๆ นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ซีรีส์นี้เกิดขึ้น

แนวทางที่เริ่มใช้
ฉันเลือก “ลด” ไม่ใช่ “หักดิบ” เมื่ออยากหวาน ฉันเปลี่ยนไปกินผลไม้หวานน้อยแทน เช่น
-
ฝรั่ง
-
แก้วมังกร
-
ชมพู่
-
แตงโม
-
ส้ม
กินพอดีประมาณ 6–8 ชิ้น หรือมากสุดไม่เกิน 10 ชิ้น บางครั้งเลือกผลไม้เปรี้ยวแทน ซึ่งฉันชอบมากกว่าเสียอีก เช่น
-
มะขาม
-
แอปเปิ้ลเขียว
-
กีวี่
-
ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่
แม้จะไม่เหมาะกับคนเสียวฟันนัก
นี่อาจเป็นเพียงก้าวเล็ก ๆ แต่ก็เป็นก้าวที่ตั้งใจจริง และตราบใดที่ฉันยังพยายามอยู่ เรื่องราวนี้ก็ยังเดินต่อไป ฉันตั้งใจจะปรับและคุมอาหารในระยะยาว
อาจเว้นวันอาทิตย์ไว้บ้าง ให้ตัวเองได้กินของหวานเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อผ่อนคลายใจ เพราะถ้ากดดันตัวเองมากเกินไป มันอาจทำให้การเปลี่ยนแปลงยากขึ้น
ฉันเป็นคนสายกิน สำหรับฉัน อาหารคือสิ่งที่เยียวยาหลายอย่างในชีวิต ดังนั้น ฉันจะไม่อด แต่จะเลือกกินให้ดีขึ้น และเดินหน้าต่อไป ในแบบที่ยังเป็นตัวของตัวเอง

ปล. ฉันตั้งใจจะกินมะเขือเทศราชินี 1 กล่องในมื้อเย็นให้ได้ทุกวัน เพราะมันอุดมด้วยไลโคปีน วิตามินเอ วิตามินซี และสารต้านอนุมูลอิสระ
นอกจากเป้าหมายเรื่องลดน้ำหนักแล้ว การดูแลผิวพรรณก็สำคัญเช่นกัน เพราะอายุก็ไม่ได้น้อยแล้ว แล้วพบกันวันจันทร์หน้า ฉันจะกลับมาสรุปผลการกินอาหารในแต่ละวัน เผื่อไว้เป็นแนวทางให้ใครที่อยากปรับ ลด —
แม้อาจยังเลิกไม่ได้ในทันทีก็ตาม

