ครูเล่าผี มีอยู่ว่า 4
ครูเล่าผี มีอยู่ว่า 4 เรื่องราวนี้เกิดขึ้นหลังจากฉันกับแฟนไปกินข้าวต้มกุ๋ยหน้าค่ายกันจนอิ่ม กำลังจะขับรถกลับบ้าน ระหว่างทางต้องผ่านสถานที่ราชการแห่งหนึ่ง
อาเฮีย — ขอเรียกแฟนฉันแบบนี้แล้วกัน — ชี้ให้ดูแล้วบอกว่า เมื่อก่อนเขาเคยอาศัยอยู่ในแฟลตของหน่วยงานนี้ ตรงนั้นเอง… คือจุดเริ่มต้นของเรื่อง
ครูเล่าผี มีอยู่ว่า 4
ฉันมองออกไป เห็นตึกเก่า ๆ ที่ดูเหมือนไม่ค่อยได้ใช้งานแล้ว (หรืออาจยังใช้อยู่ก็ไม่แน่) สภาพทรุดโทรม ฝุ่นจับหนา มีต้นไม้ใหญ่ขึ้นล้อมรอบ
ด้วยท้องฟ้าที่มืดลง ความเก่าของตัวอาคาร และกิ่งไม้ที่แผ่ก้านบดบังแสง มีเพียงไฟจากริมถนนส่องมาเลือน ๆ
มันดูไม่ต่างจากตึกร้างเลย
เรื่องนี้อาเฮียเป็นคนเล่า โดยแม่ของเขาช่วยเรียบเรียงเหตุการณ์อีกที เพราะเธออยู่ในเหตุการณ์จริง สมัยเด็ก อาเฮียอาศัยอยู่แฟลตแถวนั้น หลังเลิกเรียน เขามักวิ่งเล่นกับเพื่อน ๆ บริเวณตึกเก่าใต้ต้นไม้ใหญ่ จนเย็นจึงแยกย้ายกลับบ้าน
วันหนึ่ง แม่หมาแถวนั้นออกลูกใกล้ตึกเก่า เด็ก ๆ แวะไปดู แต่ยังไม่กล้าเข้าใกล้ เพราะแม่หมายังหวงลูก พอเวลาผ่านไป ลูกหมาโตขึ้น ก็เริ่มออกมาวิ่งเล่นกับเด็ก ๆ อาเฮียก็เป็นหนึ่งในเด็กที่แวะไปเล่นกับพวกมันเสมอ

มีอยู่วันหนึ่ง เขาเล่นเพลินจนฟ้ามืด แม่ต้องออกมาตามให้กลับบ้าน อาบน้ำ กินข้าว เขาบอกลาลูกหมา แล้ววิ่งกลับบ้านตามปกติ
แต่คืนนั้นเอง — เขามีไข้ ตัวร้อน และฝันร้าย อาเฮียบอกว่า มันเป็นความฝันที่สมจริงมาก เหมือนกำลังกลับไปอยู่ในเหตุการณ์ตอนเย็น
วิ่งเล่นกับเพื่อน เล่นกับหมา แล้วจู่ ๆ ก็มีชายคนหนึ่งโผล่ออกมา ตะโกนใส่ว่า “หนวกหู เล่นกันเสียงดัง ทำให้กูไม่ได้หลับไม่ได้นอน”
ด้วยพิษไข้ เขาละเมอเสียงดัง แม่ที่กำลังรีดผ้าอยู่ได้ยิน จึงรีบเข้ามาปลุก เมื่อถามว่าเป็นอะไร เขาก็เล่าความฝันให้ฟัง
และตรงนี้แหละ — ที่เรื่องมันหักมุม คุณอาจคิดว่า แม่จะพาไปสวดมนต์ หาพระมาคล้องคอ หรือเอาน้ำมนต์มารด แต่ไม่ใช่เลย
เมื่อแม่ถามว่าครั้งสุดท้ายไปเล่นที่ไหน เธอกลับรีบเดินออกจากแฟลตไปยังจุดนั้นทันที แล้วสิ่งที่เธอทำคือ ยืนตะโกนด่าผี ใช่ — ด่าจริง ๆ ทั้งต่อว่า ทั้งแช่งสารพัด

ประมาณว่า “มาหลอกลูกกูทำไม เด็กมันก็แค่มาวิ่งเล่น เล่นอยู่ทุกวัน ไม่พอใจอะไรก็บอกมันดี ๆ มาทำให้มันกลัวทำไม ลูกหลานกันทั้งนั้น”
เมื่อด่าจนหนำใจ แม่ก็กลับบ้าน และสิ่งที่น่าประหลาดคือ อาเฮียนอนหลับสนิท ตัวเย็นลง ไข้ลดลง เช้าตื่นมา — เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เขายังกลับไปเล่นที่เดิม เพียงแต่เล่นเบาเสียงลงเท่านั้น ตอนฉันฟังถึงตรงนี้ ฉันนั่งอ้าปากค้างเลย “สุดยอด แม่เธอด่าจนผีกระเจิง” ฉันขำ
แต่ก็ถามว่า ผู้ชายในฝันหน้าตาเป็นอย่างไร อาเฮียบอกว่า เป็นชายมีอายุ ใส่ชุดสีน้ำตาลเก่า ๆ หรืออาจสีกากี สีหน้าดุ

ฉันก็แอบคิดนะ — ถ้าเป็นฉันกำลังพักผ่อนอยู่ แล้วมีเด็กวิ่งเล่นเสียงดัง ก็คงหงุดหงิดเหมือนกัน เลยเผลอสงสาร “ลุงคนนั้น” ขึ้นมา โดนด่าซะยกใหญ่
ถ้าเป็นลูกฉันเอง ฉันคงบ่นลูกก่อน แล้วหาพระให้คล้อง พาไปทำบุญ ใส่บาตร กรวดน้ำขอโทษ คงไม่วิ่งออกไปด่ากลางดึกแบบนั้นแน่ ฉันไม่ใจแข็งเท่าแม่ของอาเฮีย
บ้านนี้เขาเชื่อว่ามี — แต่ไม่กลัว แล้วคุณล่ะ ถ้าเจอเหตุการณ์แบบนี้ จะทำแบบแม่ของอาเฮีย หรือแบบฉัน
หลังจากฟังอาเฮียเล่าจบ ฉันก็หันกลับไปมองบริเวณนั้นอีกครั้ง ตึกเก่า เงาต้นไม้ และแสงไฟสลัว ๆ ยังอยู่ตรงนั้นเหมือนเดิม
ฉันได้แต่คิดในใจ — ดีนะที่บ้านอาเฮียย้ายออกไปแล้ว ถ้าเป็นฉัน ต่อให้แค่ห้าโมงเย็น ก็คงไม่อยากเดินออกจากห้อง บรรยากาศมันชวนขนลุกเกินไป
บางสิ่งมองไม่เห็น ก็ใช่ว่าจะไม่มี ไม่ได้บอกให้เชื่อ ใช้วิจารณญาณในการอ่านก็พอ หรือจะคิดว่า ฉันกำลังเล่าหนังสือผีเล่มละบาทให้ฟังก็ได้ 🙂


